บริษัทฯ มุ่งพัฒนาและขยายการดำเนินธุรกิจโรงแรมให้แข็งแกร่ง เพื่อรองรับความเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ ทั้งในรูปแบบของการสร้างเครือข่ายโรงแรมที่ครอบคลุม การให้บริการโรงแรมหลากหลายระดับ และการเป็นผู้ให้บริการคุณภาพที่สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้แก่ลูกค้าบนทำเลที่มีศักยภาพของประเทศ ดำเนินธุรกิจด้วยการกำกับดูแลกิจการที่ดี คำนึงถึงการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน
บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ไม่มีการบริจาคหรือใช้จ่ายใด ๆ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางการเมือง พรรคการเมือง การรณรงค์ทางการเมือง การล็อบบี้ สมาคมการค้า องค์กรที่ได้รับยกเว้นภาษี หรือกลุ่มใด ๆ ที่มีบทบาทในการชี้นำหรือมีอิทธิพลต่อการรณรงค์ทางการเมือง หรือนโยบายสาธารณะและกฎหมาย
|
การบริจาค
|
FY2565 | FY2566 | FY2567 | FY2568 |
|---|---|---|---|---|
| การลอบบี้, การเป็นตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ หรืออื่นๆในลักษณะเดียวกัน | 0 | 0 | 0 | 0 |
| การแคมเปญหาเสียง องค์กร หรือผู้สมัครรับเลือกตั้งทางการเมือง ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค หรือระดับชาติ | 0 | 0 | 0 | 0 |
| สมาคมการค้า หรือองค์กรที่ได้รับการยกเว้นภาษี (เช่น คลังสมอง หรือสถาบันวิจัยนโยบาย) | 0 | 0 | 0 | 0 |
| เงินบริจาคอื่น ๆ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ (เช่น ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการลงประชามติหรือการลงมติมหาชน) | 0 | 0 | 0 | 0 |
บริษัทมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องทุกประการ
ความมุ่งมั่นต่อการบริการที่เป็นเลิศ
นอกจากการให้บริการโรงแรมด้วยมาตรฐานแบรนด์ระดับโลก หรือ Global Brand Standard แล้ว ดิ เอราวัณ กรุ๊ป ยังสนับสนุนให้โรงแรมในเครือปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือมาตรฐานอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของโรงแรม เพื่อยกระดับการให้บริการ อาทิ มาตรฐานขององค์กรระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน หรือ ISO มาตรฐานด้านสาธารณสุข มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับอาหาร Food Safety หรือ HACCP โดยสามารถศึกษารายละเอียดมาตรฐานต่างๆ ที่แต่ละโรงแรมของ ดิ เอราวัณ กรุ๊ป ได้รับตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ที่ https://www.theerawan.com/th/our-pride
ทั้งนี้ โรงแรมทุกแห่งมีแบบแผนและมาตรฐานการให้บริการตามระดับของแบรนด์นั้นๆ โดยแบบแผนและมาตรฐานดังกล่าวจะถูกกำหนดโดยบริษัทเจ้าของแบรนด์ที่บริษัทฯ มีสัญญาว่าจ้างหรือสัญญาแฟรนไชส์ด้วย ซึ่งบริษัทเจ้าของแบรนด์ดังกล่าวมีกำหนดการตรวจสอบคุณภาพการให้บริการของโรงแรมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง อย่างไรก็ตามในส่วนของโรงแรมในกลุ่ม ฮ็อป อินน์ ซึ่งบริษัทฯ เป็นเจ้าของและบริหารด้วยตนเองนั้น บริษัทฯ จะเป็นผู้กำหนดแบบแผนการให้บริการ โดยมีการจัดทำการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบ รวมทั้งมีการตรวจสอบการให้บริการของโรงแรมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเช่นกัน
มาตรฐานความยั่งยืนสำหรับธุรกิจโรงแรม
บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืนทั้งในประเทศและระดับสากลอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 โรงแรมในเครือได้รับการรับรองมาตรฐานด้านความยั่งยืน ดังนี้
โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพ
- ASEAN Green Hotel – Sustainability Certified
- STGs STAR – 5 Stars
- HACCP & GHPs - Food Safety Management System Accredited
- ISO22000 - Food Safety Management System Accredited
- ISO14001 - Environment Management System Accredited
- ISO 20121- Certified Sustainable Event Management
- TCEB: Hygiene & Hybrid (2HY) Certified
- TCEB: TSEMS Level 3 - Leading (Thailand Sustainable Event Management Standard)
- Thailand Tourism Outstanding Award 2025 - Luxury Hotel
- Thailand Tourism Outstanding Award 2025 - Hotel and Resort Spa
- Green Key Certificate
- Trusted Thailand by Tourism Authority Thailand
โรงแรม เจดับบลิว แมริออท กรุงเทพ
- STGs STAR – 5 Stars (การรับรองมีผลถึงเดือนพฤศจิกายน 2025)
- Green Leaf Sustainability Standard - 4 Leaf Level 2024-2027
- Green Health Hotel Standard/ Dept of Health: Health & Environment Friendliness 2024-2026
- Smart Travel Asia “Top 10 Best Hotels Service and Sustainable Hotels”
- Trusted Thailand by Tourism Authority Thailand
โรงแรมคอร์ทยาร์ด โดย แมริออท กรุงเทพ
- STGs STAR – 5 Stars (การรับรองมีผลถึงเดือนพฤศจิกายน 2025)
- Green Hotel Plus Award
- Thailand Sustainable Event Management Standard (TSEMS) 2025
- Trusted Thailand by Tourism Authority Thailand
เดอะ นาคา ไอแลนด์ เอ ลักซ์ชัวรี่ คอลเลคชั่น รีสอร์ท แอนด์ สปา ภูเก็ต
- Green Leaf Sustainability Standard for Hotels
- STGs STAR – 5 Stars
- Trusted Thailand by Tourism Authority Thailand
โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ พัทยา
- STGs STAR – 5 Stars
- GREEN Health Hotel Award
- BCCT Eastern Economic Corridor International Business Awards (EECIBA) 2025 – Tourism Excellence (Runner Up)
- Trusted Thailand by Tourism Authority Thailand
โรงแรมในเครือแอคคอร์
- Green Key Certificate และ Trusted Thailand by Tourism Authority Thailand:
- โรงแรมโนโวเทล ไอบิส สไตล์ กรุงเทพ สุขุมวิท 4
- โรงแรมเมอร์เคียว ไอบิส กรุงเทพ สุขุมวิท 24
- โรงแรมไอบิส ภูเก็ต ป่าตอง
- โรงแรมไอบิส กรุงเทพ ริเวอร์ไซด์
- โรงแรมไอบิส กรุงเทพ สุขุมวิท 4
- โรงแรมไอบิส พัทยา
- ไอบิส กรุงเทพ สาทร
- โรงแรมเมอร์เคียว ไอบิส กรุงเทพ สยาม
- โรงแรมเมอร์เคียว พัทยา โอเชี่ยน รีสอร์ท
กลุ่มโรงแรมฮ็อป อินน์ ประเทศไทย
- STGs STAR (จำนวน 45 โรงแรม)
- โล่ประกาศเกียรติคุณหน่วยงานภาคเอกชนตัวอย่างที่จัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ (โรงแรมฮ็อป อินน์ สงขลา) โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสงขลา
การบริหารจัดการคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน
คู่ค้าเป็นกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่สำคัญของ The Erawan Group บริษัทฯ จึงมุ่งสร้างความสัมพันธ์และการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน ผ่านการดำเนินงานด้วยความเป็นธรรม โปร่งใส และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ การพัฒนาคุณภาพงาน และการเสริมศักยภาพในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน

บริษัทฯ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการจำแนกคู่ค้าที่สำคัญ เพื่อสนับสนุนการประเมินความเสี่ยงในห่วงโซ่ธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงกำหนดแนวทางการคัดกรองและสรรหาคู่ค้า นโยบายการชำระเงิน และจรรยาบรรณคู่ค้าธุรกิจ (Supplier Code of Conduct) เพื่อร่วมสร้างสังคมและห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการสื่อสารและพัฒนาศักยภาพของคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านการอบรมและให้คำแนะนำเกี่ยวกับระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง แนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัท หลักสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านเทคนิค เพื่อยกระดับศักยภาพของคู่ค้าให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ
หลักเกณฑ์การกำหนดกลุ่มคู่ค้าที่สำคัญ (Critical-tier Suppliers)
ดิ เอราวัณ กรุ๊ป ได้กำหนดเกณฑ์ในการจัดลำดับความสำคัญของคู่ค้าเพื่อประเมินความเสี่ยงและการบริหารจัดการห่วงโซ่ธุรกิจอย่างประสิทธิภาพไว้ 2 ประเภท ได้แก่
1. จำแนกตามมูลค่า
บริษัทฯ กำหนดให้คู่ค้า/ ผู้รับเหมาที่มีการทำรายการซื้อขายมากกว่าร้อยละ 3 ของค่าใช้จ่ายที่จ่ายคู่ค้าทั้งหมด เป็นคู่ค้าที่สำคัญทั้งหมดของ ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (Critical 1-tier)
2. จำแนกตามประเภทการใช้บริการ
บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจโดยจำแนกลักษณะการดำเนินงานเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนสำนักงานใหญ่ ส่วนการพัฒนาโครงการ และคู่ค้าของธุรกิจโรงแรม ซึ่งการดำเนินงานใน 3 ส่วนนี้มีความสำคัญแตกต่างกัน เนื่องจากมีกลุ่มคู่ค้าต่างประเภท และมูลค่าสัญญาแตกต่างกันค่อนข้างสูง บริษัทฯ จึงได้กำหนดประเภทคู่ค้าจำแนกตามประเภทการใช้บริการไว้ ดังนี้
2.1. กลุ่มคู่ค้าในโครงการที่กำลังพัฒนา (Project Development Suppliers)
2.2. กลุ่มคู่ค้าของธุรกิจโรงแรม (Hospitality Suppliers)
2.3. กลุ่มคู่ค้าในกระบวนการดำเนินงานทั่วไป (Operation & Assessment Suppliers)
คู่ค้าสำคัญที่ทำธุรกิจกับบริษัทโดยตรง (Critical Tier 1 Suppliers)
คู่ค้าสำคัญที่ทำธุรกิจกับบริษัทโดยตรง หมายถึง คู่ค้าที่ดำเนินธุรกิจกับ The Erawan Group โดยตรง และมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ต่อการดำเนินงาน สินค้า และบริการของบริษัทฯ โดยหลักเกณฑ์ในการกำหนดคู่ค้าสำคัญ ประกอบด้วย
- คู่ค้าที่มีมูลค่าการจัดซื้อสูง หรือมีปริมาณการดำเนินธุรกิจที่มีนัยสำคัญ
- คู่ค้าที่จัดหาสินค้าหรือบริการที่มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจโรงแรมและความต่อเนื่องทางธุรกิจ
- คู่ค้าที่อาจมีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม สิทธิมนุษยชน หรือบรรษัทภิบาล (ESG)
- คู่ค้าที่มีผลกระทบโดยตรงต่อประสบการณ์ของลูกค้า คุณภาพสินค้า ความปลอดภัย และมาตรฐานการให้บริการ
- คู่ค้าที่มีทางเลือกในการทดแทนจำกัด หรือมีความเสี่ยงจากการพึ่งพิงสูง
- คู่ค้าที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมหรือพื้นที่ที่บริษัทฯ กำหนดให้เป็นพื้นที่ความเสี่ยงสูง
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้กำหนดให้คู่ค้า Top 5 Critical Tier 1 Suppliers หรือคู่ค้าที่มีมูลค่าการจัดซื้อสูงสุด 5 อันดับแรกของบริษัทฯ ต้องได้รับการตรวจประเมินด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (On-site ESG Audit) เป็นประจำทุกปี เนื่องจากเป็นคู่ค้าที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบริษัทฯ ในด้านต้นทุนการดำเนินงานและความต่อเนื่องทางธุรกิจ
คู่ค้าสำคัญที่ไม่ได้ทำธุรกิจกับบริษัทโดยตรง (Critical Non-Tier 1 Suppliers)
คู่ค้าสำคัญที่ไม่ได้ทำธุรกิจกับบริษัทโดยตรง หมายถึง คู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำ หรือพันธมิตรทางธุรกิจที่ไม่ได้ดำเนินธุรกิจกับบริษัทฯ โดยตรง แต่มีความสำคัญและอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่คุณค่าและผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ โดยหลักเกณฑ์ในการกำหนดคู่ค้าสำคัญ ประกอบด้วย
- คู่ค้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาวัตถุดิบหรือบริการที่เชื่อมโยงกับการดำเนินธุรกิจหลักของบริษัทฯ
- คู่ค้าที่ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูงด้านสิ่งแวดล้อมหรือสิทธิมนุษยชน
- คู่ค้าที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การสร้างของเสีย หรือการใช้ทรัพยากรในระดับที่มีนัยสำคัญ
- คู่ค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อแนวปฏิบัติด้านแรงงาน อาชีวอนามัยและความปลอดภัย รวมถึงคุณภาพชีวิตของชุมชน
- คู่ค้าที่ได้รับการระบุจากการประเมินความเสี่ยงด้านความยั่งยืน ข้อกังวลของผู้มีส่วนได้เสีย หรือแนวโน้มของอุตสาหกรรม ว่ามีความเสี่ยงด้าน ESG ที่มีนัยสำคัญภายในห่วงโซ่อุปทาน
ทั้งนี้ บริษัทฯ มีคู่ค้าทั้งหมด 4,048 ราย โดยมีคู่ค้าหลัก (Critical 1-tier) จำนวน 45 ราย คิดเป็นร้อยละ 1.11 ของคู่ค้าทั้งหมด โดยรายละเอียดอื่นๆ เป็นดังนี้
| การจัดกลุ่มคู่ค้าของบริษัทในเครือ | ธุรกิจโรงแรม | โครงการ | สำนักงาน | รวม |
|---|---|---|---|---|
| จำนวนคู่ค้าทั้งหมด (ราย) | 3,367 | 195 | 509 | 4,048 |
| จำนวนคู่ค้าหลัก Critical 1-tier (ราย) | 27 | 11 | 6 | 45 |
| จำนวนคู่ค้าทั่วไป (ราย) | 3,340 | 184 | 503 | 3,975 |
| จำนวนคู่ค้าที่ลงนามรับทราบจรรยาบรรณและแนวทางปฏิบัติของคู่ค้า | n/a | n/a | n/a | n/a |
การสรรหาคู่ค้าและเกณฑ์ในการคัดเลือกคู่ค้า (Supplier’s Pre-qualification and Selection Criteria)
เพื่อให้การดำเนินงานของบริษัทฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงภายในห่วงโซ่ธุรกิจ บริษัทฯ ได้กำหนดเกณฑ์ในการคัดกรองคู่ค้า (ERW’s Pre-qualification Checklist) โดยมีหัวข้อการประเมิน ดังต่อไปนี้
- คุณภาพของสินค้า/บริการ (Quality of Product/ Service)
- ความสามารถในการผลิต (Ability to Produce)
- การตรวจสอบผลิตภัณฑ์และที่มาผลิตภัณฑ์ (Product Quality Audit and Traceability)
- คุณภาพด้านการส่งมอบสินค้า (Quality of Delivery)
- คุณภาพการให้บริการหลังการขาย (After Sale Service)
- ความสามารถในการแข่งขันด้านเงื่อนไขทางการค้า (Competitive Ability in Terms of Trade Conditions)
- มีประวัติทางการเงินที่เชื่อถือได้ (Reliable Financial)
- ชื่อเสียงของบริษัท (Company's Reputation)
- การดำเนินงานด้านความยั่งยืนตามกรอบ ESG
การประเมินความเสี่ยงของคู่ค้า
บริษัทฯ ได้วิเคราะห์จัดลำดับความสำคัญของคู่ค้า โดยพิจารณาจากคู่ค้าที่มีปริมาณการจัดซื้อสินค้าหรือบริการมูลค่าสูงและประเภทการใช้บริการ มาเป็นเกณฑ์ในการจัดลำดับความสำคัญของคู่ค้า
ทั้งนี้ ในกระบวนการประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในห่วงโซ่ธุรกิจ บริษัทฯ ได้คำนึงถึงปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้
- ปัจจัยความเสี่ยงในการจัดหาวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ – เป็นผลิตภัณฑ์ที่ขาดแคลน เป็นผลิตภัณฑ์/บริการที่มีผู้ให้บริการรายเดียว หรือเป็นผลิตภัณฑ์/บริการที่ไม่สามารถทดแทนหรือไม่
- ปัจจัยความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ – เป็นสินค้า วัสดุ และบริการที่มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจหรือไม่
- ปัจจัยความเสี่ยงด้านสังคม – เป็นคู่ค้าที่มีการดำเนินงานอย่างรับผิดชอบ ให้ความสำคัญต่ออาชีวอนามัยและความปลอดภัยของผู้รับเหมาหรือไม่ รวมถึงเป็นคู่ค้าที่มีการจ้างงานอย่างเป็นธรรม ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน
- ปัจจัยความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม – เป็นคู่ค้าที่มีมาตรฐานการดำเนินงานหรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ เช่น มีประสบการณ์การทำงานด้าน Green Hotel มาตรฐานอาคารเขียว ISO 14001 ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม หรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เป็น eco-products เป็นต้น
- ปัจจัยความเสี่ยงด้านชื่อเสียง – เป็นคู่ค้าที่มีประวัติการดำเนินงานหรือลักษณะการทำงานที่อาจส่งผลเสียงต่อชื่อเสียงของบริษัทฯ ในอนาคตหรือไม่
หลักเกณฑ์ในการตรวจประเมินคู่ค่าแบบ ONSITE
หลักเกณฑ์คู่ค้าที่ต้องได้รับการ On-site ESG Audit ในรอบปี
บริษัทฯ กำหนดหลักเกณฑ์คู่ค้าที่ต้องได้รับการ Onsite ESG Audit สำหรับ สำหรับคู่ค้าส่วนการพัฒนาโครงการ และคู่ค้าของธุรกิจโรงแรม ด้วยหลักเกณฑ์ที่ต่างกัน ดังนี้
- คู่ค้าส่วนการพัฒนาโครงการ
บริษัทฯ ได้กำหนดเงื่อนไข Top-5 Critical Tier 1 Supplier หรือคู่ค้าที่มีรายการใช้จ่ายกับบริษัทฯ สูงสุด 5 อันดับแรก เป็นบริษัทที่จะต้องได้รับการ On-site ESG Audit เป็นประจำทุกปี เนื่องจากมีนัยสำคัญต่อบริษัทฯ ในแง่ของต้นทุนการดำเนินงาน - คู่ค้าของธุรกิจโรงแรม
ด้วยธุรกิจโรงแรมเป็นธุรกิจให้บริการ และมีประเด็นสุขอนามัยและความปลอดภัยด้านอาหารเป็นประเด็นที่สำคัญของธุรกิจในระยะดำเนินงาน และยังมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก ดังนั้น โรงแรมระดับลักชูรี ในธุรกิจของ ดิ เอราวัณ กรุ๊ป อาทิ โรงแรมเดอะ นาคา ไอส์แลนด์ เอ ลักซ์ชัวรี่ คอลเลคชั่น รีสอร์ท แอนด์ สปา จึงกำหนดให้มีการประเมินคู่ค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มในรูปแบบ On-site ESG Audit ทั้งหมด (ร้อยละ 100)
นโยบายและระยะเวลาการชำระเงิน (Credit Term)
บริษัทฯ ให้ความสำคัญต่อสภาพคล่องและการบริหารจัดการกระแสเงินสดของคู่ค้า โดยให้ความสำคัญต่อคู่ค้าทั้งรายย่อยและรายใหญ่อย่างเท่าเทียมกันและไม่เลือกปฏิบัติ และพึงระลึกเสมอว่าสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจของคู่ค้านั้น กระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของคู่ค้าและบริษัทฯ ในระยะยาว
ทั้งนี้ บริษัทฯ มีนโยบายเพื่อกำหนดระยะเวลาชำระเงิน (Credit Term) ให้แก่คู่ค้าภายใน 7-60 วัน โดยที่ผ่านมามีประวัติการชำระเงินให้แก่คู่ค้า ตามสถิติดังนี้
| รายการ | 2566 | 2567 | 2568 | 2569 |
|---|---|---|---|---|
| ระยะเวลาการชำระเงิน (ค่าเฉลี่ย 1 ปี) | 27 วัน | 30 วัน | 30 วัน | 30 วัน |
จรรยาบรรณคู่ค้า
ในกลุ่มโรงแรมที่บริหารโดยแบรนด์ต่างๆ นั้น มีแนวทางปฏิบัติต่อคู่ค้าตามจรรยาบรรณคู่ค้าที่คำนึงถึงมิติด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่แบรนด์ต้นสังกัดได้กำหนดไว้ สำหรับโรงแรม ฮ็อป อินน์ ปฏิบัติตามแนวทางของบริษัทฯ ที่กำหนดไว้ https://www.theerawan.com/th/corporate-governance/code-of-conduct
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญต่อการร่วมต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชันภายในห่วงโซ่ธุรกิจ โดย ดิ เอราวัณ กรุ๊ป ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกที่ได้รับการรับรองจากแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (Thai Private Sector Collective Action Against Corruption : CAC) ทั้งนี้ บริษัทฯ มีนโยบายเชิญชวนและสนับสนุนให้คู่ค้าทุกรายของ ดิ เอราวัณ กรุ๊ป เข้าร่วมเป็นสมาชิกฯ CAC หรือภาคีเครือข่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชันเช่นกัน เพื่อร่วมสร้างสังคมที่โปร่งใส ปราศจากการทุจริตและคอร์รัปชัน
เสียงสะท้อนจากคู่ค้า
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ดิ เอราวัณ กรุ๊ป ร่วมพัฒนาศักยภาพคู่ค้าและผู้รับเหมาไม่เพียงแต่เพื่องานก่อสร้างที่มีคุณภาพ แต่บริษัทฯ มีเจตนารมณ์ที่จะสร้างให้ผู้รับเหมาสามารถยืนหยัดให้ได้ด้วยตัวเองในระยะยาว เป็นผู้รับเหมาที่มีคุณภาพ สามารถต่อยอดในการทำงานร่วมกับบริษัทฯ อื่นๆ ได้ โดยในปีนี้ บริษัทฯ ได้สำรวจความคิดเห็นของคู่ค้าและได้รับเสียงตอบรับอันเป็นประโยชน์ต่อคู่ค้าและดิ เอราวัณ กรุ๊ป ในการทำงานร่วมกันในอนาคตต่อไป
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับลูกค้าทุกคนในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจ เรามุ่งมั่นสร้ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับลูกค้าทุกกลุ่ม พร้อมดูแลเอาใจใส่ในทุกขั้นตอนของการใช้บริการ ตั้งแต่ก่อนเริ่มใช้บริการ ระหว่างการใช้บริการ จนถึงหลังจากการใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าพักในโรงแรม การใช้บริการห้องอาหาร หรือบริการอื่น ๆ ของบริษัท โดยมีการประเมินความพึงพอใจอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าในทุกช่วงเวลา
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยยึดความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของลูกค้าเป็นข้อมูลสำคัญในการวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการ เพื่อพัฒนาและปรับปรุงบริการให้สอดคล้องกับความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไป
- ตัวอย่างของการปรับปรุงบริการ ได้แก่ การยกระดับมาตรฐานด้านความสะอาดและสุขอนามัยให้เท่าเทียมกันในโรงแรมทุกระดับ รวมถึงการพัฒนาระบบการจองห้องพักออนไลน์ให้มีความสะดวกและใช้งานง่ายยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมของลูกค้าและแนวโน้มในแต่ละช่วงเวลา
แผนการพัฒนาความพึงพอใจของลูกค้า
ผลความพึงพอใจของลูกค้า
สำหรับการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้า โรงแรมทุกแห่งของบริษัทฯ จะจัดทำประเมินความพึงพอใจของลูกค้าที่เข้ามาพักและใช้บริการในโรงแรมอยู่สม่ำเสมอ และโรงแรมทุกแห่งจะมีการนำส่งสรุปรายงานผลประเมินความพึงพอใจต่อผู้บริหารระดับสูง ณ สิ้นเดือน เพื่อนำเสนอและวิเคราะห์โอกาสและปัญหาเพื่อพัฒนาความต้องการของลูกค้าต่อไป โดยการกำหนดเป้าหมายคะแนนความพึงพอใจของลูกค้าของโรงแรมทุกแห่งจะใช้คะแนนของปีก่อนหน้าเป็นเกณฑ์ในการวัดระดับและเป็นเป้าหมายในการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น บริษัทฯ จะวัดความพึงพอใจของลูกค้าจาก 2 ช่องทาง ดังนี้
- Customer Satisfaction Survey ซึ่งเป็นแบบประเมินความพึงพอใจและแบบสำรวจความคิดเห็นของลูกค้าที่ครอบคลุมทั้งในเรื่องความสะอาด คุณภาพการบริการ รวมถึงสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในโรงแรม โดยแต่ละโรงแรมจะส่งแบบประเมินไปให้ลูกค้าผ่านอีเมล์ภายหลังจากการเข้าพัก
- Social Review Index ซึ่งเป็นการประเมินความพึงพอใจของลูกค้าที่ทำผ่านช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดียต่างๆ เช่น OTAs หรือ Google Review หรือ TripAdvisor เป็นต้น และนำคะแนนดังกล่าวเทียบกับคะแนนของคู่แข่งในตลาด โดยผลการประเมินความพึงพอใจของลูกค้าเป็นดังนี้
| 2566 | 2567 | 2568 | |
|---|---|---|---|
| ผลคะแนนความพึงพอใจของลูกค้าโดยเฉลี่ยของโรงแรมในเครือ | 81% | 82% | 85% |
นวัตกรรม: วัฒนธรรมองค์กรเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
บริษัทฯ ส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมที่เปิดรับความคิดต่าง เพื่อขับเคลื่อนความคิดสร้างสรรค์ ท้าทายกรอบเดิม และนำไปสู่การพัฒนากระบวนการ ผลลัพธ์ และแนวทางใหม่ที่ดียิ่งขึ้น การคิดล่วงหน้าอย่างมีวิสัยทัศน์นี้ ไม่เพียงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่ยังสนับสนุนการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
วิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรมขององค์กรถูกผนวกเข้าไว้ในการเป็น “วัฒนธรรมองค์กรแห่งความยั่งยืน” (Corporate Culture of Sustainability) หรือ “EPIC” ประกอบด้วย
E = Empathy & Efficiency
P = Passion
I = Innovation & Integrity
C = Collaboration

นวัตกรรมเพื่อการเข้าพักที่ยั่งยืนและชาญฉลาด :Smart Guest Room Control
บริษัทฯ มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยได้ร่วมมือกับ BanpuNext ในการริเริ่มโครงการ “Smart Guest Room Control” ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีตรวจจับความเคลื่อนไหวร่วมกับการตรวจวัดอุณหภูมิภายในห้องพัก เพื่อลดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่กระทบต่อความสะดวกสบายของผู้เข้าพัก
จากการติดตั้งระบบ “SensorFlow” ในห้องพักนำร่องจำนวน 7 ห้อง พบว่าสามารถลดการใช้พลังงานและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัทฯ มีแผนขยายการติดตั้งเพิ่มเติมในปี 2568 เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนและการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
| เกณฑ์การวัดผล | ผลลัพธ์ |
|---|---|
| ปริมาณไฟฟ้าที่ประหยัดต่อเดือน (ตามการคำนวณ) | 44,975 kWh คิดเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 185,679 บาท |
| ปริมาณไฟฟ้าที่ประหยัดต่อเดือน (ตามการใช้งานจริง) | 47,949 kWh คิดเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 197,957 บาท |
| ระยะเวลาที่เซ็นเซอร์ทำงาน (ตามการคาดการณ์) | 4.50 ชม./ ห้อง/ วัน |
| ระยะเวลาที่เซ็นเซอร์ทำงาน (ตามการใช้งานจริง) | 6.29 ชม./ ห้อง/ วัน |
หมายเหตุ คำนวณจากค่าไฟเฉลี่ย 1 kWh = 4.1285 บาท
นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยอื่นๆ
โรงแรมฮ็อป อินน์ โรงแรมระดับบัดเจ็ทในเครือ ดิ เอราวัณ กรุ๊ป ผู้ให้บริการห้องพักราคาประหยัดคุ้มค่าสำหรับทุกการเดินทาง พัฒนากระบวนการทำงานและการบริหารต้นทุนการอย่างมีประสิทธิภาพอยู่อย่างสม่ำเสมอ โดยยังคงคุณภาพของการให้บริการให้เป็นไปตามมาตรฐานสูงสุดของโรงแรม สร้างความประทับใจให้ลูกค้าทุกกลุ่ม
ดูเพิ่มเติมเป็นการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการบริหารจัดการการจองห้องพัก ด้วยระบบการจองห้องพักผ่าน Chatbot ของโรงแรม ฮ็อป อินน์ เป็นบริการที่เพิ่มช่องทางให้ลูกค้ามีความสะดวกในการจองห้องพักมากขึ้น เพื่อรองรับการขยายสาขาโรงแรมที่เพิ่มขึ้นทุกปี โดยมียอดจองผ่าน Chatbot เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าเทียบกับปี 2564 ช่วยให้ระบบการจองห้องพักมีประสิทธิภาพ และช่วยลดภาระการทำงานของ Call Center และยังทำให้พนักงานมี Work-life Balance มากขึ้น
ขับเคลื่อนสู่อนาคตสีเขียว ด้วย EV Charging Station
บริษัทฯ ส่งเสริมไลฟ์สไตล์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของลูกค้า ผ่านการวางแผนการติดตั้งและขยายจุดให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้เข้าพักและผู้มาใช้บริการโรงแรม ในปี 2566 บริษัทฯ ทำการติดตั้งจุดบริการเพิ่มเติมในโรงแรมฮ็อป อินน์ 4 แห่งในประเทศไทย ได้แก่ กาญจนบุรี ชลบุรี หัวหิน และเชียงใหม่ ส่งผลให้ในปี 2566 มีโรงแรมในเครือ ดิ เอราวัณ กรุ๊ป ที่ให้บริการ EV Charging Station ครอบคลุมแล้วจำนวนทั้งสิ้น 10 แห่ง สนับสนุนการเดินทางที่ยั่งยืน และตอบรับแนวโน้มการใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
ปี 2568 บริษัทฯ ได้ให้บริการ EV Charging Station อย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าของโรงแรม พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและการเดินทางอย่างอย่างยืน โดยมีโรงแรมจำนวน รวม 17 แห่ง ที่ติดตั้ง EV Charging Station ประกอบด้วย
- โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพ
- โรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพ
- โรงแรมคอร์ทยาร์ด โดย แมริออท กรุงเทพ
- โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ พัทยา
- โรงแรมโรงแรมโนโวเทล ไอบิส สไตล์ กรุงเทพ สุขุมวิท 4
- โรงแรมไอบิส กรุงเทพ ริเวอร์ไซด์
- โรงแรมไอบิส กรุงเทพ สาทร
- โรงแรมเมอร์เคียว ไอบิส กรุงเทพ สยาม
- โรงแรมเมอร์เคียว ไอบิส กรุงเทพ สุขุมวิท 24
- โรงแรมไอบิส กรุงเทพ สุขุมวิท 4
- โรงแรมไอบิส พัทยา
- โรงแรมไอบิส ภูเก็ต ป่าตอง
- โรงแรมเมอร์เคียว พัทยา โอเชี่ยน รีสอร์ท
- โรงแรมฮ็อป อินน์ กาญจนบุรี
- โรงแรมฮ็อป อินน์ ชลบุรี
- โรงแรมฮ็อป อินน์ เชียงใหม่
- โรงแรมฮ็อป อินน์ หัวหิน
รวมจำนวนจุดให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันคือ 20 แห่ง และเราได้มีแผนการขยายการติดตั้งจุดบริการนี้เพิ่มเติมในปีต่อไป

การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือได้กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติเพื่อปกป้องความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศและข้อมูล ควบคู่ไปกับมาตรการรองรับความต่อเนื่องทางธุรกิจในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ดังนี้
- ความพร้อมด้านการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ผ่านการอบรมพนักงานและการติดตั้งซอฟต์แวร์เพื่อปกป้องข้อมูลของบริษัทและผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง
- การศึกษาและนำเครื่องมือและวิธีการมาใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อบริหารจัดการ ติดตาม และวิเคราะห์ระบบความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
- การทดสอบจำลองฟิชชิง (Phishing Simulation) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้พนักงานในการใช้อีเมลอย่างปลอดภัย
- การให้ความรู้แก่พนักงานอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับภัยคุกคามผ่านอีเมล อินทราเน็ต และสื่อสังคมออนไลน์ โดยใช้กรณีศึกษาด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่เกิดขึ้นจริงเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
- แผนเทคโนโลยีสารสนเทศระยะ 5 ปี เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของบริษัท
- การปรับปรุงสภาพแวดล้อมการปฏิบัติงานเพื่อรองรับ Active Directory และเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยผ่าน Azure AD
การบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (ISO/IEC 27001)
บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้จัดทำระบบการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (Information Security Management System: ISMS) ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ISO/IEC 27001:2022 เพื่อปกป้องความลับ ความถูกต้องครบถ้วน และความพร้อมใช้งานของสินทรัพย์สารสนเทศ โดย ISMS นี้จัดทำขึ้นบนหลักการ Plan-Do-Check-Act (PDCA) และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของโครงสร้างธรรมาภิบาลเฉพาะ ประกอบด้วยคณะกรรมการบริหาร ISMS ผู้แทนฝ่ายบริหาร คณะทำงาน และผู้ตรวจสอบภายใน
องค์ประกอบสำคัญของการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศของบริษัท ได้แก่
- ขอบเขตของ ISMS ที่ครอบคลุมบริการด้านไอที โครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้อง โดยระบุจุดเชื่อมต่อและความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน
- กระบวนการบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศที่สอดคล้องกับมาตรฐาน ISO/IEC 27005 โดยประยุกต์ใช้การประเมินและจัดการความเสี่ยงผ่านการหลีกเลี่ยง การยอมรับ การลดผลกระทบ หรือการโอนความเสี่ยง
- การตรวจสอบภายในอย่างสม่ำเสมอและการทบทวนโดยฝ่ายบริหารอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อขับเคลื่อนการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
- การอบรมสร้างความตระหนักรู้ด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศแก่บุคลากรเป็นประจำทุกปี
- มาตรการรองรับความต่อเนื่องทางธุรกิจและการกู้คืนระบบจากภัยพิบัติ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์แบบหลายภูมิภาคและศูนย์สำรองข้อมูลสำรอง ควบคู่กับการทำประกันภัยไซเบอร์
ในปี 2569 บริษัทได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2022 (หมายเลขใบรับรอง IS 847907) ออกโดย BSI (British Standards Institution) ภายหลังผ่านการประเมิน Stage 1 และ Stage 2 โดยไม่พบข้อบกพร่อง (Nonconformity) ใบรับรองมีผลตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2569 ถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2572 ครอบคลุมการให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและห้องเครือข่าย (Network Room) ณ สำนักงานใหญ่ของบริษัท รวมถึงความมั่นคงปลอดภัยในการปฏิบัติงานของโครงสร้างพื้นฐานไอทีและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้อง การได้รับการรับรองดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศของบริษัทที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
การกำกับดูแลการใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างมีความรับผิดชอบ
ดิ เอราวัณ กรุ๊ป มุ่งมั่นนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้อย่างมีความรับผิดชอบ มีจริยธรรม มั่นคงปลอดภัย และคำนึงถึงมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เนื่องจาก AI มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการเสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงาน ประสบการณ์ของผู้เข้าพัก และการตัดสินใจ บริษัทจึงกำกับดูแลทั้งการพัฒนาและการใช้งาน AI เพื่อสร้างโอกาสควบคู่ไปกับการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ความมั่นคงปลอดภัย อคติ (Bias) และประเด็นด้านจริยธรรม
โครงสร้างการกำกับดูแล
ในปี 2569 บริษัทได้จัดตั้ง "คณะกรรมการกำกับดูแลการใช้ปัญญาประดิษฐ์" (AI Governance Committee) เพื่อกำกับดูแล กำหนดทิศทาง และควบคุมโครงการด้าน AI ทั่วทั้งองค์กร ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ของบริษัท หลักการกำกับดูแล AI และข้อกำหนดทางกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยคณะกรรมการชุดนี้กำหนดบทบาท ความรับผิดชอบ และอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจนสำหรับการกำกับดูแลการพัฒนา การจัดหา การนำไปใช้ และการใช้งาน AI
นโยบายการกำกับดูแลการใช้ปัญญาประดิษฐ์
นโยบายการกำกับดูแลการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของบริษัท ซึ่งได้รับการอนุมัติและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ได้วางกรอบการทำงานที่ชัดเจนสำหรับการออกแบบ พัฒนา และนำ AI ไปใช้อย่างมีความรับผิดชอบทั่วทั้งกลุ่มบริษัท โดยตั้งอยู่บนหลักการกำกับดูแล 7 ประการ ดังนี้
- ความน่าเชื่อถือและความเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ (Reliability and Fitness for Purpose): ระบบ AI ได้รับการออกแบบ พัฒนา และดำเนินการให้ทำงานได้อย่างสม่ำเสมอและแม่นยำตามวัตถุประสงค์ทางธุรกิจที่ตั้งใจไว้ พร้อมทั้งมีการติดตามและประเมินผลการทำงานอย่างต่อเนื่อง
- จริยธรรมและการปฏิบัติตามกฎหมาย (Ethics and Legal Compliance): AI ได้รับการพัฒนาและใช้งานให้สอดคล้องกับจริยธรรม ค่านิยม และมาตรฐานทางธุรกิจของบริษัท และปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องในทุกเขตอำนาจศาลที่บริษัทดำเนินธุรกิจอย่างเคร่งครัด
- ความมั่นคงปลอดภัยตั้งแต่การออกแบบ (Security by Design): ระบบ AI ได้รับการออกแบบและนำไปใช้โดยคำนึงถึงความสมบูรณ์และความสามารถในการรองรับสถานการณ์ของระบบ พร้อมมาตรการป้องกันการใช้งานในทางที่ผิด การปลอมแปลงข้อมูล และการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
- ความโปร่งใสและความรับผิดชอบ (Transparency and Accountability): การใช้งาน AI มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ ดำเนินการภายใต้ธรรมาภิบาลที่เหมาะสม โดยมีการกำหนดบทบาท ความรับผิดชอบ และภาระรับผิดชอบต่อผลลัพธ์และผลกระทบอย่างชัดเจน
- ความเป็นส่วนตัวและการคุ้มครองข้อมูล (Privacy and Data Protection): AI เคารพและปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้มีส่วนได้เสีย โดยสอดคล้องอย่างเคร่งครัดกับนโยบายความเป็นส่วนตัวของบริษัทและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
- ความเป็นธรรมและการไม่เลือกปฏิบัติ (Fairness and Non-Discrimination): AI ได้รับการออกแบบและใช้งานโดยคำนึงถึงความเป็นธรรมและความเสมอภาค เพื่อลดอคติที่อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ส่งผลกระทบอย่างไม่เป็นธรรมต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใด
- การกำกับดูแลโดยมนุษย์ (Human Oversight): ระดับและรูปแบบการกำกับดูแลโดยมนุษย์มีความเหมาะสมกับความเสี่ยงและผลกระทบของแต่ละกรณีการใช้งาน AI โดยประยุกต์ใช้แนวทาง human-in-the-loop, human-over-the-loop หรือ human-out-of-the-loop ตามความเหมาะสม
การใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบและการสร้างความตระหนักรู้
บริษัทได้กำหนดกรอบการใช้งาน AI ที่เหมาะสมแบบเป็นลำดับชั้น (Tiered Framework) เพื่อกำกับดูแลว่าข้อมูลประเภทใดสามารถใช้ร่วมกับเครื่องมือ AI ประเภทใดได้บ้าง เพื่อปกป้องข้อมูลที่เป็นความลับ ข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และข้อมูลเชิงพาณิชย์ที่มีความอ่อนไหว พนักงานจะได้รับการอบรมสร้างความตระหนักรู้ด้านการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อปลูกฝังแนวปฏิบัติที่ปลอดภัยและมีความรับผิดชอบในการทำงานประจำวัน สำหรับ AI ที่จัดหาจากผู้ให้บริการภายนอก บริษัทกำกับดูแลภายใต้หลักการเดียวกัน และอยู่ภายใต้การควบคุมด้านสัญญาและความเสี่ยงที่เหมาะสม
การกำกับดูแลตลอดวงจรชีวิต
AI ได้รับการบริหารจัดการตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การกำหนดความต้องการ การใช้เครื่องมือที่ได้รับการอนุมัติ การประเมินความเสี่ยง การนำไปใช้อย่างมีความรับผิดชอบ ไปจนถึงการติดตามผลลัพธ์ เพื่อให้มั่นใจว่า AI ยังคงมีความน่าเชื่อถือ มั่นคงปลอดภัย และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง



